Education

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเรียนทางด้านอักษรศาสตร์และวรรณคดี ทำให้เราค่อนข้างจะชื่นชมคนที่เรียนภาษาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขียนดิคชันนารี่อังกฤษ - ไทย ขึ้นเป็นคนแรกอย่าง สอ เสถบุตร คุณตาของเราเอง หรือว่าคลีโอพัตตราที่พูดได้ประมาณ 7 ภาษา สองท่านที่กล่าวมาใครๆ ก็รู้จัก แต่วันนี้เราจะมาแนะนำอีกซักท่านที่คนไทยคงไม่รู้จัก แต่ว่าเป็นที่รู้จักดีในญี่ปุ่น

 

บางทีคนที่ทำอะไรเป็นคนแรกในด้านภาษามักจะมีชะตากรรมแปลกๆ อย่่างสอ เสถบุตรหลังจากที่ได้ทุนคิงฯ ไปเรียนต่อที่ออกฟอร์ด กลับมาไทยเล่นการเมือง ก็ไปเป็นนักโทษการเมืองที่เกาะตะรุเตามา 11 ปี ระหว่างนั้นก็เขียนดิคชันนารี่ส่งให้สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช (ถ้าจำไม่ผิด) เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว บางทีเราอาจจะเจริญรอยตามท่านได้ด้วยการเขียนดิคชันนารี่ภาษาญี่ปุ่นโบราณ - ภาษาไทยเป็นเล่มแรก... (แต่ใครจะซื้อไปอ่านบ้างอ่ะ -*-)

 


 

เข้าเรื่องเลยดีกว่า คนที่เราจะแนะนำในวันนี้เป็นคนที่มีชะตากรรมประวัติส่วนตัวยิ่งกว่านิยายและมีดวงที่แข็งยิ่งกว่ากระเบื้องร้อยแผ่นซะอีก  นั่นก็คือ นาคาฮามะ จอห์น มันจิโร่ (中浜ジョン万次郎) หรือที่เรียกกันว่าจอห์น มันจิโร่นั่นเอง

 

จอห์นมันจิโร่เกิดในปลายสมัยเอโดะ วันที่ 27 มกราคม 1827 ชื่อจริงคือนาคาฮามะ มันจิโร่ เป็นลูกชายคนรองของครอบครัวชาวประมงที่ยากจนมาซึ่งอาศัยอยู่ในเขตโทสะคุนิ (土佐国)หรือจังหวัดไอจิในปัจจุบัน ตอนอายุ 14 ปี มันจิโร่ได้ออกไปหาปลาตามปกติ แต่ว่าเรือหาปลาแตก หลังจากที่ลอยคออยู่ในทะเลถึง 5 วันครึ่ง ก็โชคดีไปติดที่เกาะร้างแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิก มันจิโร่ต้องอาศัยอยู่บนเกาะร้างเป็นเวลาถึง 143 วัน ก็มีเรืออเมริกันที่ชื่อว่า จอห์น ฮาวแลนด์มาพอเข้า ชื่อของจอห์น มันจิโร่ก็ได้มาจากชื่อของเรือนี่เอง

 

หลังจากที่มันจิโร่ได้ขึ้นไปที่เรือของอเมริกา แม้ว่าเขาต้องการจะกลับญี่ปุ่นก็กลับไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลเอโดะนั้นปิดประเทศญี่ปุ่นมา 200 กว่าปี (1616 - 1858) เพราะว่าช่วนตันสมัยเอโดะ ศาสนาคริสต์แพร่หลายมากในญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงได้ตัดสินใจปิดประเทศญี่ปุ่น ให้เพียงชาวฮอลันดาที่ไม่ได้สนใจการเผยแพร่ศาสนา ต้องการแต่เพียงทำการค้าเข้าญี่ปุ่นได้ที่เกาะเดจิมะ (出島) จังหวัดนางาซากิ

 

กัปตันของเรือ จอห์น ฮาวแลนด์ติดใจในตัวของมันจิโร่ จึงได้รับเป็นลูกบุญธรรมและพาไปยังอเมริกา มันจิโร่ได้เข้าโรงเรียน เรียนทั้งภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ การเดินเรือ ฯลฯ และได้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรืออเมริกาใต้ แต่ความต้องการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมันจิโร่ก็คือการเดินทางกลับญี่ปุ่น

 

มันจิโร่ออกเดินทางไปยังแคลิฟอร์เนียในช่วง Gold Rush เพื่อหาทอง จนในที่สุดก็สามารถซื้อเรือและตั้งชื่อว่า เรือแอดแวนเจอร์ (Adventure) เดินทางกลับมายังญี่ปุ่นได้ตอนอายุ 25 ปี

 

ภาพถ่ายนายพลเพอร์รี่
 

เหมือน!!!

หลังจากที่มันจิโร่กลับมายังญี่ปุ่นได้เพียงสองปี นายพลแมทธิว เพอรี่ หรือ Matthew Calbraith Perry จากอเมริกา ก็ได้ใช้ยุทธวิธีเรือดำ (黒舟来航)ว่าง่ายๆ ก็คือเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวที่อุระกะ (浦賀) จังหวัดคานากาว่าในปัจจุบัน บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นต้องติดต่อกับชาวตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ญี่ปุ่นนั้นปิดประเทศมานานถึง 200 ปี จะให้ใครมาคุยกับฝรั่งก็ไม่รู้เรื่อง ก็ถึงคราวที่จอห์น มันจิโร่ได้ออกทำงานให้กับประเทศชาติ เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว มีบางบันทึกบอกว่ามันจิโร่นั้นได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับบุคคลสำคัญๆ ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นอย่าง ฟุคุซาว่า ยูคิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งมหาลัยเคโอ และอยู่บนแบงค์หมื่นเยน

 

หนังสือสอนภาษาอังกฤษของจอห์น มันจิโร่ ในสมัยเมจิ

 

จอห์น มันจิโร่นั้นถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญมากในสมัยนั้นเพราะ

  • เป็นคนแรกที่นำเอาเพลง A B C (ไอ้เพลงที่เราร้องๆ กันนะแหละ เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี~~~~) มาสอนในญี่ปุ่น   
  • เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ผูกเน็คไท
  • เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ขึ้นรถจักรไอน้ำ และเรือไอน้ำ
  • เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่เขียนภาษาอังกฤษให้เป็นเสียงภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวคาตาคานะ
  • เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ไปขุดทองที่อเมริกา

ในภายหลัง จอห์น มันจิโร่ ได้ไปเป็นอาจารย์ที่ไคเซกักโค (開成学校) พอเขียนแบบนี้แล้วก็งงกันเป็นแถว โรงเรียนนี้ก็คือมหาวิทยาลัยโตเกียวในปัจจุบันนี่แหละ แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับนักการเมืองญี่ปุ่นหลายท่าน แต่จอห์น มันจิโร่ก็เลือกที่จะเป็นนักวิชาการแทนที่จะเป็นนักการเมือง และเสียชีวิตเมื่ออายุ 71 ปี

 

จบแล้วเราชอบประวัติของจอห์น มันจิโร่มาก คิดว่าแอบเท่ห์ดีอยู่ ^^ ว่าแล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือกันต่อไปดีกว่า

 

ลองไปหาหนังสือการ์ตูน "เรียนยังไงให้เก่งอย่างเทพ" ของสำนักพิมพ์ซีเอ็ดมาอ่านดูนะ มี 2 เล่ม เป็นการ์ตูนที่แปลมาจากภาษาเกาหลี แม้ว่าจะเป็นหนังสือวิธีการเรียนของเด็กประถมแต่จริงๆ แล้วมันเป็นพื้นฐานของการเรียนแทบทุกอย่าง เราเรียนอยู่ปริญญาโทในโตเกียวแต่ก็อ่านมาเป็น 10 รอบแล้วละ 555 อ่านแล้วมีกำลังใจในการเรียนดีแปลกๆ :P