เราไม่รับปรึกษาปัญหาเรื่องทุนนะคะ เราเขียนให้เป็นแค่การแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉยๆ เราไม่ได้เป็นพนักงานรับปรึกษาเรื่องการศึกษาต่อ เราไม่เล่น MSN และหลังจากที่อ่านแล้วก็ขอให้พยายามช่วยเหลือตัวเองนะคะ

(เอารูปไบลธ์ที่ไม่เกี่ยวมาโพสเฉยๆ เพราะว่าชอบ)

หลายๆ คนคงคิดว่าเราเชยละสิ มาเขียน Tag นี้เอาตอนนี้ หึหึหึหึหึหึ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ค่อยเชยหรอกนะ เพราะว่าการสมัครสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นจะมีขึ้นอีกในประมาณ 4 เดือนข้างหน้า ถ้าเขียนก่อนหน้านี้ก็คงลืมกันหมด ไม่งั้นก็รู้สึกว่ามันน้านนานๆ เขียนช้ากว่านี้ก็เตรียมตัวกันไม่ทันพอดี...

 

 จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก เพิ่งจะมีเวลามาเขียนเอาตอนนี้ตะหาก ก่อนหน้านี้ก็ลังเลอยู่ว่าจะเขียนดีหรือว่าไม่เขียนดี แต่คิดไปคิดมาเขียนดีกว่า อย่างน้อยก็พอเป็นแนวทางได้บ้าง ขอออกตัวไว้ก่อนว่าเราเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญการสอบทุนอะไรพวกนี้มาก เพราะว่าเคยสอบมาแค่ครั้งเดียว ก็เลยลองมาคิดเล่นๆ ว่าอะไรที่ทำให้สอบได้แล้วก็มาเขียนแบ่งปันกัน

 

ในบล๊อก Exteen นี้คนเรียนเอกญี่ปุ่นดูจะมีอยู่มากทีเดียว เราก็ขอให้สิ่งที่เราเขียนเป็นการแนะแนวทางเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกันนะ ^^"

 

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นหรือว่า Monbukagakusho Scholarship นั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท มีอะไรบ้างต้องดูในเว็บสถานทูตเลย ไม่ใช่แค่ ป.ตรี ป.โท อย่างที่คิดๆ กัน มันมีอยู่อย่างน้อย 7 ประเภท และใน 7 ประเภทนี้เป็นเพียงแค่ทุนแบบ Embassy Recommended นั่นก็คือการสมัครจากสถานทูตไป จริงๆ แล้วทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบที่เป็น University Recommended ก็มีเหมือนกัน นั่นก็คือมหาลัยส่งรายชื่อไปให้กระทรวงศึกษาญี่ปุ่น (หลังจากนี้ขอเรียกว่ามงฯ) แล้วก็มงฯ จะทำการคัดเลือกนักเรียนตามขั้นตอนต่อๆ ไป

 

ข้อดีของทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Research Student ที่มากกว่าแบบปริญญาตรีก็คือ การมีทุนให้ในแต่ละปีมากถึง 50 ทุน ตอนปีที่เราสมัครมีคนสมัครประมาณเกือบๆ 400 คน ก็คิดอัตราส่วนกันเอาเอง ส่วนปริญญาตรีนั้นให้ 10 ทุน คนสมัครประมาณ 1000 คน อัตราส่วนนี้แค่เก่งไม่พอ ต้องเฮงมากๆ ด้วย -.- 

 

เกณฑ์การรับสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Research Student แบบคร่าวๆ นั้นมีไม่มาก

1. จบตรีเป็นอย่างน้อย

2. เกรด 3.5 ขึ้น

3. อายุไม่เกิน 35 

ข้อ 1 และ ข้อ 3 นี่ยังไงก็ดิ้นไม่ได้ หลุดจากสองข้อนี้คือไม่มีสิทธิ์สมัครแน่นอน แต่ข้อ 2 เนื่องจากมงฯ ใจดี (จริงป่าวนะ) ก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเข้ามาเพื่อให้โอกาสผู้สมัครให้มากขึ้น รายละเอียดนั้นเราขอให้ไปอ่านจากเว็บสถานทูตเอาเอง เพราะเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี แต่อย่างหนึ่งที่เราจะบอกก็คือ ถ้าหากคุณมีคะแนนเฉลี่ย 2.8 ขึ้นไป แต่มีภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 ก็สามารถสมัครสอบได้ แต่ตามความรู้สึกของเรา(ล้วนๆ) เราคิดว่ายังไงเกรดก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรารู้สึกว่ามงฯ ดูที่เกรดมากเหมือนกัน (แหงละทุนไปเรียนต่อนี่) แต่มงฯ ให้โอกาสคนที่เกรดไม่ถึงก็สามารถสมัครสอบได้ "แต่" คุณจะต้องมีอะไรบางอย่างที่เจ๋งมากพอที่จะทำให้กรรมการสอบหันมามองคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อวิจัยเลิศๆ ภาษาญี่ปุ่นแข็งๆ ฯลฯ อะไรก็ได้เลยอ่ะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคนที่ได้เกรด 3.5 ขึ้นไป และมีภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 ขึ้นไปก็มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาอะไรซักอย่างมาเพื่อแสดงว่าเราก็มีความสามารถไม่แพ้คนเหล่านั้น

 

การสอบ

การสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Research Student แบบ Embassy Recommended (ยาวเป็นบ้า) นั้นมีขั้นตอนง่ายๆ แค่ไม่กี่อย่าง นั่นก็คือ 

1. สมัคร

2. สอบข้อเขียน

3. สอบสัมภาษณ์

 การสมัครก็คือการสกรีนเอกสารเบื้องต้นว่าคุณผ่านคุณสมบัติทั้งหมดที่มงฯตั้งไว้ ปัญหาโลกแตกในการสมัครที่เราเจอมาจากคนที่มาถามนับร้อย(เวอร์)ครั้งก็คือ

"พี่คะ Study Plan มันคืออะไรคะ!!" 

แน่นอนว่าก่อนที่เราจะไปถึงจุดที่จะสอบข้อเขียนได้ เราจะต้องกรอกใบสมัครให้เรียบร้อยเสียก่อน จุดหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้สมัครสอบทุกคนก็คือสิ่งที่เรียกว่า Study Plan จริงๆ แล้วมันก็เป็นการแผนการศึกษาของเรานี่แหละ ว่าไปถึงญี่ปุ่นแล้วจะทำอะไร จะเรียนยังไง จะใช้เวลาแค่ไหนในส่วนไหน จะแก้ปัญหายังไงและเมื่อกลับมาไทยแล้วจะเอาความรู้ที่ได้มาทำอะไร เนื้อที่ที่มีให้เขียนนั้นก็แค่ 1 หน้า A4 พอเขียนเอาเข้าจริงๆ เผลอๆ กระดาษจะไม่พอด้วยซ้ำ Study Plan นั้นเราสามารถเขียนได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น แต่สำหรับคนที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่นหรือพอจะมีความมั่นใจในภาษาอยู่บ้าง ควรเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นเพราะคนอ่านเป็นคนญี่ปุ่นค่ะ  และที่สำคัญที่สุด "ข้อมูลใน Study Plan ของเรานี่แหละ คือสิ่งที่เค้าจะเอามาสอบสัมภาษณ์" เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้จริงในสิ่งที่เราเขียนลงไปด้วยและพร้อมที่จะอธิบายเสมอว่าทำไมเราจึงเขียนไปแบบนั้น

 

 

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากพอๆ กับ Study Plan (โอเค อาจจะน้อยกว่านิดหน่อย) นั่นก็คือช่องที่บอกให้เรากรอกชื่อมหาวิทยาลัยและอาจารย์ที่ปรึกษาลงไป 3 อันดับ ถามว่าจะใส่ที่ไหน หรืออาจารย์คนไหน บอกได้เลยว่า "ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคุณ" เพราะว่าเราคือคนที่เลือกว่าจะเรียนอะไร การสมัครสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ใช่การกรอกใบสมัครสอบ ยื่น สอบข้อเขียน สัมภาษณ์แล้วก็ผ่าน "คุณต้องทำการบ้านมามากพอที่จะรู้ว่าต่อไปในอนาคตจะทำอะไร" ข้อมูลสามารถหาได้จากหลายทาง รุ่นพี่ อาจารย์ และที่สำคัญที่สุดก็คือ Internet จำไว้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทำการบ้านให้มากแล้วจะดีเอง

 

พอเราผ่านการสมัครสอบมาได้ เราก็จะได้กระดาษ A4 แบ่งครึ่งที่แปะรูปของเราพร้อมเบอร์สมัครสอบมา เอามันไปผ่านการทำพิธีิอะไรซักอย่างก็ได้ 5555 (พูดเล่น) สำหรับตัวเราตอนที่ได้บัตรสอบมา เราคิดว่าได้แหงๆ เพราะว่าเลขนำโชคของเราคือ 2 กับ 7 แล้วมันก็มีเลข 2 และ 7 อยู่ในบัตรสอบนั้น (เป็นการให้กำลังใจตัวเองน่ะค่ะ) ลองใช้วิธีแบบ The Secret ก็ได้ ถ้าเราขอ เราเชื่อ เราก็จะได้รับ บางทีเราอาจจะทำไปโดยที่ไม่รู้ตัวละมั้ง ^^"

 

การสอบข้อเขียน

สำหรับสายวิทย์เราขอไม่พูดถึง แต่เชื่อหรือไม่ว่าสำหรับการสอบทุนสายศิลป์นั้น แพ้ชนะตัดกันที่ "ภาษาอังกฤษ" แม้ว่าคุณจะเรียนภาษาญี่ปุ่นมา หรือเรียนสาขาอะไรมาก็ตามในสายศิลป์ สิ่งที่จะทำให้คุณปีนกำแพงผ่านข้อสอบไปได้ก็คือภาษาอังกฤษล้วนๆ  ถึงสิ่งที่คุณเรียนมาและจะไปเรียนไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับภาษาอังกฤษเลยก็ตาม (เช่นเราเป็นต้น เราเรียนเอกญี่ปุ่นมา ต่อโทด้านวรรณคดีญี่ปุ่นโบราณสมัยเฮอัน ยังไม่มีภาษาอังกฤษโผล่มาเลยซักตัว) อย่าคิดว่าเรียนเอกญี่ปุ่นมาแล้วภาษาอังกฤษห่วยหน่อยจะไม่เป็นไร เพราะว่าภาษาอังกฤษคือคีย์หลักในการสอบ เราขอยกตัวอย่างการสอบที่ผ่านมาในอดีตให้ดู

 

การเปลี่ยนแปลงของข้อสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสายศิลป์

การสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสายศิลป์นั้นจะมีข้อสอบ 2 ชุดเสมอ

1. ในช่วงหลายปีก่อน ข้อสอบที่มีก็คือข้อสอบความรู้ทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษ และข้อสอบภาษาอังกฤษ

2. ต่อมาข้อสอบความรู้ทั่วไปถูกยกเลิก เปลี่ยนมาสอบประวัติศาสตร์โลกชุดเดียวกันกับที่ใช้สอบเด็กป.ตรี สายศิลป์ ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ และมีข้อสอบภาษาอังกฤษด้วย

3. ปีที่เราสอบ เป็นปีแรกที่ยกเลิกข้อสอบประวัติศาสตร์โลก และเปลี่ยนมาเป็นข้อสอบเลขแทน! ใช้ข้อสอบเลขของที่สอบเด็กป.ตรี (ที่เป็นภาษาอังกฤษ) และ ข้อสอบภาษาอังกฤษ

4. ปัจจุบัน หรือว่าง่ายๆ ปีที่แล้ว (ปีนี้ระเบียบการยังไม่ออก) เหลือข้อสอบแค่ "ภาษาอังกฤษอย่างเดียว"

 

เรายกมาให้ดูเท่านี้ทุกๆ คนก็น่าจะพอเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงได้บอกว่า "ภาษาอังกฤษ" มันสำคัญเหลือหลายในการสอบนี่ เราเรียนเอกญี่ปุ่น แต่ในการผ่านข้อสอบข้อเขียนเราไม่ได้แตะภาษาญี่ปุ่นเลย ใช้แต่ภาษาอังกฤษ และที่สำคัญ มีเลขเข้ามาด้วย (มีแค่ปีเดียว ปีถัดไปก็ตัดออกเพราะว่าคะแนนมันคงห่วยพอๆ กันหมด 555) ดังนั้นใครที่คิดจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสายศิลป์ ไม่ว่าท่านจะเรียนอะไรมา กรุณาไปเรียนภาษาอังกฤษเติมมาโลด 555

 

***** ตรงนี้สำคัญที่สุดในโลก กรุณาอย่าไปสอบโดยที่ไม่เคยลองทำข้อสอบเก่ามาก่อน นั่นไม่ต่างจากการปิดตาไปสอบ ข้อสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้เป็นความลับ (หลังจากที่สอบผ่านไปแล้ว) ทางองค์กรการศึกษาต่อญี่ปุ่นจะเอาข้อสอบเก่ามาโพสบนเว็บทุกๆ ปี เป็นของ Official ซะด้วย หลายคนที่ไม่ผ่านคือคนที่ไม่รู้ว่ามันมีข้อสอบให้ดาวโหลดใน Internet แล้วไปสอบโดยที่อ่านไปแบบกว้างๆ เราโชคดีที่เอะใจขึ้นมาก่อนที่จะไปสอบ แล้วลองหาดูในเน็ต แล้วก็พบว่ามันมีอยู่จริง http://www.studyjapan.go.jp/en/toj/toj0308e.html#1 นอกจากนี้เรายังหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.studyjapan.go.jp ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษ